[EKP] Before : Ren 's side

posted on 03 Mar 2014 14:07 by jinyoung-hikaru directory Fiction

 

เอนทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม

 

 
 
 
 
 
 
 
8< ------------------------------------------------------------------ >8
 
 
 
 
" นี่เป็นเรื่องราวของผมเมื่อได้พบเจอกับเธอ และเป็นเรื่องราวก่อนที่จะพบเจอกับพวกเขา "

 

 

 

 

-Before-

- KIKU REN 's Side-


 

 

 

                ง่วง…

 

                ความรู้สึกแรกที่ตื่นขึ้นมามองแสงที่รอดผ่านหน้าต่างพบยังคงพบว่า นี่ผมตื่นขึ้นมาตอนกี่โมง…. ทำไมมันยังมืดอยู่เลย

                แล้วแสงที่รอดเข้ามา ไม่ใช่แสงยามเช้า แต่เป็นแสงไฟนีออนจากตึกที่ใกล้เคียงกัน

 

                “แสบตา…” ผมบ่นเบาๆ ก่อนจะขยี้ตาแล้วเท้าแขนกับเตียง

 

                มือของผมสัมผัสกับผิวเนียนนุ่มที่เดาออกได้เลยว่าเป็นผิวของหญิงสาว….

                ผู้หญิงคนนี้ใคร…

                ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมแค่เดินเตร่อยู่แล้วเธอมาทักเลยมาด้วยเท่านั้นเอง…..

               

                ผมมันเป็นแค่…….

 

 

                ‘หมาหลงทางที่ต้องการมีเพียงบ้านอยู่เท่านั้นเอง’

 

                ผมรู้สึกตัวว่าอยู่ไปมันก็เท่านั้นเลยลุกขึ้นจากเตียงเข้าไปอาบน้ำก่อนจะหยิบเสื้อผ้าของตัวเองมาใส่ และหยิบผ้าพันแผลพันบริเวณคอและข้อมือของตัวเองด้วยความเคยชิน โชคดีที่ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้กระชากผ้าออก ไม่งั้นผมคงอารมณ์รู้สึกแย่กว่านี้

                หือ? มีเงินยัดอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้วย….คงเป็นของผู้หญิงคนนั้นสินะ

                สงสัยผมเห็นเธอน่าเครียดๆ เห็นเธอระบายว่าสามีเธออะไรซักอย่างนี่แหละ….. แล้วก็ยัดเงินมา

 

                ผมก็เลยเผลอใช้ ‘พลัง’ กับเธอไป….

 

                แต่ถ้าให้มางี้ผมก็รับไว้ ….

                ผมไม่ผิดนี่ ผมแค่รับสินน้ำใจที่เธอให้เท่านั้นเอง เพราะยังไง …. ก็ไม่มีต้องการผม หรือสนใจผมอยู่แล้ว

                ผมจึงลุกขึ้นเดินไปร้านสะดวกซื้อไหนๆ ก็หาอะไรใส่ท้องซักนิดก็ยังดี…. แต่ดึกๆ พึ่งตื่นแล้วยังนอนมาไม่กี่ชั่วโมง ให้เดาผมน่าจะนอนได้แค่ 2 ชั่วโมงแล้วตื่นมากลางคันเท่านั้น …

 

                แต่ก็อยากได้อะไรเย็นๆ ให้ไหลลงคอซักหน่อย

 

                พอนึกขึ้นได้แบบนั้น จึงเดินไปแวะซื้อเบียร์มาซักกระป๋อง กับ ข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อซักกล่องก็คงพออยู่พ้นคืนนี้ไปได้…

 

                ระหว่างที่ผมออกเดินเตรียมหาที่นอนใหม่ก็มาหันไปเห็นเด็กสาวที่ดูไม่ค่อยประสีประสาเท่าไหร่……

 

                หือ  แต่งตัวอะไรของเขาชุดรัดๆ แบบนั้น……. ไม่เหมาะกับวัยเลย ให้ผมเดาคือเธอพึ่งจะพ้น 15 มามาดๆ ล่ะมั้ง… แต่เห็นสายตาเธอดูสงสัย …ดูเหงาๆ ? รึเปล่านะ

                ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วหาที่นอนดีๆ หน่อยก็ไม่เสียหาย ไม่งั้นคงต้องนอนข้างทางแหงๆ

 

                “สวัสดีครับ? มีอะไรกับผมรึเปล่า?"  ผมยิ้มให้เธอพร้อมพูดคำสุภาพที่ติดปากมาแต่ไหนแต่ไร

                ดูเหมือนเธอจะหน้าแดงนิดๆ ทำเอาผมเอะใจไปแว๊บ….

 

                ทำไมเด็กสาวอายุเท่านี้ ท่าทางแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้อีก ถึงมาอยู่ที่แบบนี้แถมดึกอีกต่างหาก

 

                “มะ ไม่มีอะไรหรอกนะ!” ถึงจะตอบแบบนั้นเผมก็คิดว่ามีแน่ๆ

                “...มีเรื่องอะไรกังวล? บอกผมได้ไหมครับ? เผื่อผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง”

                “แต่…คือ..”

                “ผมเป็นใครไม่สำคัญหรอกครับ มันสำคัญตรงคือ ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงแล้วเดินมาที่แบบนี้มากกว่านะครับ…”

                               

                เราจึงหาที่นั่งในสวนสาธารณะซักที่หนึ่งแล้วเธอก็เล่าเรื่องที่บ้านให้ฟัง สายตาและน้ำเสียงของเธอดูเศร้ามาก …. เธอก็ถูกทอดทิ้ง แต่คงก็ไม่ทอดทิ้งขนาดไม่มีบ้านอยู่อย่างผมหรอก…

                ผมหยิบกระป๋องเบียร์ที่พึ่งซื้อมากะเปิดดื่มไปฟังเธอไปแต่พอเปิดแล้วกำลังจะดื่ม เหมือนเธออินกับเรื่องที่เล่าเกินไปอย่างเมามัน จึงแย่งกระป๋องเบียร์ในมือผมไปยกกระดกราวกับว่ามันเป็นน้ำเปล่าแล้วซดอย่างกะผู้หญิงขี้้เมาเลย…

 

                แน่นอน ผมเดาได้ทันทีหลังเธอดื่มจนหมดเลยว่า….

               

                ผู้หญิงคนนี้เมาแล้ว ……..

 

                ผมกุมขมับมองเธอแบบช่วยไม่ได้แฮะ สงสัยคงต้องไปส่งที่บ้าน ผมเลยหันไปคุยกับเธอแล้วลองถามอ้อมๆ ว่าบ้านเธออยู่ไหน สิ่งที่เธอตอบมาคือทางไปที่เหมือนจะไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่ แล้วก็สลบไป…..

 

                เฮ้อ…

 

              ช่างเถอะ

                ไหนๆ คิดจะช่วยเธอแล้วก็ต้องช่วยอย่างถึงที่สุดผมเลยสัมผัสตัวเธออย่างถือวิสาสะเพื่อหากระเป๋าเงินเธอ

              

 

                ………..

 

                เดี๋ยว…...

 

 

                ผมไม่ได้ล่วงละเมิดทางเพศ หรือ ขโมยเงินเด็กสาวที่กำลังเมาหรอกนะ

 

 

                ผมไม่ได้แย่หรือตกอับขนาดนั้น

 

               

                ผมไม่ได้แก้ตัว ผมแค่พูดความจริง

                พอเจอกระเป๋าเงินเธอก็หยิบดูหาบัตรประจำตัวอะไรซักอย่าง ออกมาดูกับแสงไฟข้างถนน … มีที่อยู่เขียนไว้จริงด้วย ทางนี้เรารู้แฮะ ไปถูก…

 

                ชื่่อของเธอคือ ‘ฮิราเมกิ ริริคุ’ จากปีเกิดแล้วอายุน่าจะซัก 16 ปี … ผมเดาอายุเธอไม่ผิดจริงๆ

 

                ผมเอากระเป๋าเงินเธอคืนให้กับเธอแล้วหยิบกุญแจที่น่าจะเป็นกุญแจบ้านออกมาก่อนจะช้อนตัวเธออุ้มพาเธอไปส่งบ้าน

 

                  เบาจัง…. กินอะไรบ้างรึเปล่านะ?

 

                ผมเดินไปตามทางที่บัตรของเธอบอกมา ผมคิดว่าผมคิดถูกแล้วที่ล้วงมาดู เพราะตอนเธอเมานี่บอกทางไปไหนผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ผมหยุดฝีเท้าที่หน้าประตูบ้านหลังกลางๆ ที่ป้ายหน้าบ้านมีเขียนว่า ‘ฮิราเมกิ’ อยู่คงเป็นบ้านหลังนี้ แต่บ้านเงียบมากเหมือนไม่มีคนอยู่….  เรื่องที่เธอเล่าเรื่องครอบครัวคงเป็นเรื่องจริง

                ผมหยิบกุญแจบ้านที่ได้มาจากตัวเธอลงไขที่ล่ะดอกดู … มีดอกที่ไขได้จริงๆ ด้วย แปลว่าที่นี่คือบ้านเธอไม่ผิดแน่ ผมเลยถือวิสาสะเข้าไปไม่ถามเข้าของบ้านก่อนแล้วค่อยๆ ปิดประตูเบาๆ และล็อคให้เหมือนเดิม

 

                ผมจะทำยังไงกับผู้หญิงที่หลับไม่รู้เรื่องในอ้อมแขนนี้ดี ผมก็ง่วงมากแล้วด้วย…. นอนก็ไม่ค่อยได้นอน …

                ผมเลยเดินวางเธอไว้ที่โซฟาก่อนจะเดินสำรวจบ้านเธอหาห้องของเธอก่อน พอเปิดเข้ามาห้องที่ดูเป็นห้องเด็กผู้หญิงที่สุดคงเป็นห้องของเธอ เดาไม่ยากเท่าไหร่ พอคิดได้ดังนั้นผมจึงไปอุ้มเธอออกจากโซฟาให้เธอไปนอนที่เตียงของเธอดีๆ แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย

 

                เอาไงล่ะที่นี้……

 

                จะกลับไปก็หาที่นอนไม่ได้แล้วด้วย เพราะคงไม่มีแรงจะเดินไปโรงแรมหรือที่พักซักที่แน่ ผมจึงตัดสินใจวางข้าวกล่องที่ตัวเองซื้อมาไว้บนโต๊ะในห้องครัว แล้วเหลือบไปเห็นกระดาษโน๊ตที่เขียนว่า

 

                ‘จะกลับมาพรุ่งนี้’

 

                ….. พรุ่งนี้มันตอนไหนของพรุ่งนี้นะ แต่ถ้ารีบออกจากบ้านเธอซักหกโมงกำลังดีล่ะมั้ง…. ผมนึกได้ดังนั้นจึงเข้าไปนั่งบนโซฟาที่ห้องนั่งเล่นก่อนถอดแจ็คเก็ตแขนสั้นออก เสื้อกั๊กก็ปลดกะดุม ให้เรียบร้อย ปลดเนคไททิ้งไว้แล้วปลดกระดุมขอเสื้อออกสองสามเม็ดจะได้นอนสบายๆ หน่อย ก่อนจะหยิบมือถือมาตั้งเวลาปลุกเวลา ตี 5 ครึ่ง

 

                ก่อนที่จะหลับใหลจมอยู่กับความเงียบในบ้านเงียบๆ แห่งนี้….

 

 

                ………

 

 

                …………………..

 

 

                ……………………………………

 

 

                “อย่าตายนะ!!!”

 

 

                …………………….

 

 

 

                หือ……..

 

 

 

                ใครตาย……………??

 

 

                ผมสะลืมสะลือตื่นขึ้นมาจากนิทราเจอเด็กสาวที่ผมเจอเมื่อคืนกำลังเอากำปั้นเล็กๆ ของเธอทุบผมอยู่

 

                ตัวก็เล็กทำไมแรงเยอะจัง

 

                พอลืมตาขึ้นมาเธอแสดงสีหน้าดีใจมากเหมือนจะร้องไห้ออกมา ผมแค่หลับไปนะ ยังไม่ตายซักหน่อย

                “อรุณสวัสดิ์ครับ…. ผมยังไม่ตายซักหน่อย อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องแบบนั้นสิครับ” ผมหัวเราะออกมานิดๆ อย่างอดไม่ได้

                เธอรีบขอโทษผมแล้วเดินไปหยิบกล่องยาสามัญประจำบ้านมาทำรอยช้ำที่ตัวเองทำกับมือตัวเอง ผมยอมให้เธอทำไปดีๆ เพราะไม่อยากขัดอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

                เธอจ้องบริเวณผ้าพันแผลที่พันคอและพันข้อมือของผมอย่างสงสัย …

                  ผมเลยเอ่ยปากบอกเธอไปว่า

 

                “ไม่มีอะไรหรอกครับ…. อย่ารู้เลยดีกว่านะครับ”

 

                เธอเลยไม่คาดคั้นอะไรเท่าไหร่ถือว่าโชคดีไป....พอเธอทำแผลเสร็จผมก็หยิบเสื้อกับเนคไทแล้วใส่ให้เรียบร้อยก่อน นี่กี่โมงแล้วเนี่ย ผมหยิบมือถือมาดูเวลา นี่มัน…...แปดโมงแล้วหรอเนี่ย หลับลึกไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาเลย

                นานๆ ทีผมจะหลับสนิทง่ายๆ และหลับลึกไม่ฝันร้าย แบบนี้ถือว่าแปลกใจมากเหมือนกัน

                 ผมเดินไปหยิบข้าวกล่องที่ซื้อมาเมื่อคืนมานั่งกินซักพัก เธอถามนู่นนี่ไปเรื่อยถึงเมื่อคืน ผมก็ตอบเลี่ยงๆ ไปประมาณว่า ‘ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณแค่จู่ๆ หลับไปเท่านั้นเอง ผมขอโทษที่เข้ามาโดยไม่ถามก่อนนะครับ’

 

                  แปลกใจที่เธอไม่ว่าอะไรเท่าไหร่ ถือว่าเรื่องดี   

 

                “นี่… ชื่ออะไรน่ะ?”

 

                เธอถามผม แต่ผมรู้ชื่อของเธอก่อนแล้วนี่ จะบอกเธอตอบก็คงไม่แย่อะไรเท่าไหร่ ก่อนที่ผมจะตอบเธอ ผมก็ได้ยินเสียงรถยนต์เข้ามาใกล้และจอดที่หน้าบ้านเธอ

 

                พ่อหรือแม่ของเธอกำลังจะเข้ามาในบ้าน

 

                ผมคิดได้ดังนั้นจึงรีบหาทางออกจากบ้าน เธอจึงบอกผมให้ไปทางประตูหลังบ้าน ผมจึงรีบวิ่งออกไปก่อนหันมาเห็นเธอที่สายตามองผมอย่างมีคำถามที่ผมยังไม่ได้ตอบเธออยู่….

 

                ทำไมผมรู้สึกว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน….

 

                ผมยิ้มให้เธอบางๆ ก่อนจะหยิบใบเสร็จร้านสะดวกซื้อที่ซื้อข้าวกล่องมา แล้วหยิบปากกาด้ามเล็กที่พกติดตัวไว้ เขียนข้อความบางอย่างก่อนจะขยำแล้วโยนให้เธอ ก่อนจะวิ่งปีนกำแพงออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก

 

                ผมคิดไม่ผิดจริงๆ นั่นแหละ ว่านี่ ไม่ใช่ ‘ครั้งสุดท้าย’ ที่เราได้เจอกัน

               

                แต่เป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ของเรื่องที่จะเกิดขึ้น

 

 

 

 

                “คุณติดหนี้ผมอยู่นะครับ ฮิราเมกิ ริริคุ

หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก

 

คิคุ เร็น”

 

8< ------------------------------------------------------------------ >8

 

กราบชิกิซังที่ขุนให้อัพแต่เราดันลืมอัพเอง /กราบ แง 

สามารถไปอ่านเนื้อเรื่องที่เชื่อมกันของริริคุ ได้เอนทรีนี้นะคะ 

ขอบคุณห้อยซังที่มาตบตีบทตั้งแต่แชป 1 และบีฟอร์จนเสร็จน้า จุ๊บๆ 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

jinyoung_hikaru View my profile

Code Here.